fanfic-novel

ขี้เกียจ...ท่านไม่เป็นอย่างนั้นหรือ
ขี้โอ่...คืออวดโก้หรูหรือไม่ใช่
ขี้โกง...ท่านไม่เป็นหรืออย่างไร
ขี้อิจฉา...ท่านไม่ใช่หรือไรกัน
สักแต่ว่าคนอื่นเขาดูเราบ้าง
ว่าเป็นอย่างที่ว่าไว้ไม่แปรผัน
โปรดสำรวจดูตัวตนค้นทุกวัน
ทุกสิ่งอันท่านพูดไปไม่ใช่ตน

พอดีว่าได้ฟังท่านผู้รู้คนไทยบอกว่าคนไทยมีนิสัย 4 ขี้ ตามที่ฝรั่งมันว่า เลยทนไม่ได้ เพราะรู้ว่าทุกที่บนโลกต้องมีทั้งดีและไม่ไดทั้งนั้นพวกฝรั่งมาไทยทีไรเห็นร้องอเมซิ่งทุกที บางทีทำท่าทางไม่เคารพสถานที่คนไทยยังไม่เคยด่าซักคำว่าโง่นี่แค่มาทำการสำรวจนิดหน่อยก็ว่าคนไทยซะเสียหาย ทนไม่ได้เลยขอด่าแบบภาษากวีบ้างเหอะตน

Do U love me [ makoto & masaki]

แสงไฟยามค่ำคืนของมหานครโตเกียวสว่างไสวเสียจนทำให้ตาพร่าราวกับภาพลวงตาของพระอาทิตย์ยามกลางวัน สมแล้วที่ได้ชื่อว่าเป็นมหานครที่ไม่เคยหลับ ผู้คนเดินขวักไขว่เหมือนแมลงที่มาเล่นแสงไฟ ดูแล้วช่างสับสนวุ่นวายจริงๆ

ชายหนุ่มร่างสูงโปร่ง นั่งมองความวุ่นวายของผู้คนอย่างเงียบๆ บนเก้าอี้สาธารณะที่ค่อนข้างสงบเหมือนกับอยู่อีกโลกอย่างสิ้นเชิง เขาถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย ไม่ใช่ว่าเขารำคาญที่เห็นผู้คนมากมาย หรือเสียงอึกทึกที่แสดงถึงความมีชีวิตชีวาหรอกนะ แต่เขาถอนหายใจเพราะบุคคลที่รออยู่น่ะ ยังไม่มาเสียที

มือเรียวยาวราวลำเทียนหยิบโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ล่าสุดขึ้นมา ชายหนุ่มต้องถอนหายใจออกมาอีกครั้ง สัญญาณเรียกเข้าหรือข้อความไม่มีมาเลยสักกริ๊กเดียว

ช้าจริงๆ เสียงพึมพำลอดออกมาตามประสาคนที่มีความอดทนในระดับต่ำ และก็เหมือนสวรรค์ช่วย โทรศัพท์ในมือก็ดังขึ้นพอดิบพอดีเสียจนเจ้าของนึกในใจว่าคนโทรเข้ามามีหูทิพย์หรือเปล่าก่อนกดโทรศัพท์รับสาย

ครับ มาโคโตะ

มาซากิ ปลายสายพูดกลับมา

คุณช้า คำพูดของมาโคโตะบอกได้ว่าเจ้าตัวกำลัง งอน

อีก 5 นาทีถึง มาซากิพูดแค่นั้นก็ตัดสายไป

มาโคโตะกำโทรศัพท์แน่นด้วยความโมโห ทั้งๆที่เขารู้นิสัยของมาซากิดีอยู่แล้วว่าเป็นคนไม่ค่อยชอบพูดเท่าไหร่ แต่ก็อดโมโหไม่ได้ทุกที ใบหน้าหวานขมวดคิ้วอย่างไม่สบอารมณ์นัก

5 นาทีตามที่พูดร่างสูงใหญ่ของมาซากิก็เดินเข้ามา แสงไฟสว่างทำให้เห็น เด็กน้อย ยังทำหน้ามุ่ยไม่หาย ชายหนุ่มยกมือขึ้นเพื่อดูเวลาจากนาฬิกาอันโปรดที่เขาใช้ประจำ พลางนึกในใจ นัดกันตอนทุ่มครึ่ง นี่เพิ่งเลยมา 5 นาที ทำหน้ายังกับรอมา 5 ชั่วโมง .เขาส่ายหน้าอย่างระอา

คุณช้า มาโคโตะต่อว่า แต่ดวงหน้าบอกว่าดีใจ

5 นาที น้ำเสียงที่ตอบกลับมาราวกลับอ่อนอกอ่อนใจ มือใหญ่กุมมือเล็กไว้ก่อนพาเดินจากที่นัดพบไปขึ้นรถสปอร์ตสีแดงคันงามของมาซากิ

ทันทีที่มาโคโตะก้าวขึ้นไปนั่งในรถ เขาก็ต้องแปลกใจ เมื่อเจ้าของรถส่งช่อดอกไม้ที่ตามปกติจะต้องเป็นดอกไม้สดแต่ช่อดอกไม้ในมือเขาตอนนี้เป็นช็อกโกแลตทั้งช่อ มาซากิลอบมองเสี้ยวหน้าองคนนั่งข้างๆ ที่ทำหน้าราวกับเด็กได้ของเล่นถูกใจ อย่างพอใจ เขาคิดไม่ผิดที่ซื้อช่อช็อกโกแลตราคาแพงนี้มา เขารู้อยู่แล้วว่าเจ้าเด็กไฮเปอร์ของเขาต้องดีใจแน่ๆ และตัวเขาเองที่ต้องประหลาดใจเมื่อริมฝีปากอุ่นๆโฉบลงตรงแก้มเขา แม้จะนึกเดาปฏิกิริยาของมาโคโตะได้แต่นี่ก็ออกจะเกินความคาดหมายไปหน่อย เพราะตามปกติแล้วอย่าว่าแต่หอมแก้เลยแค่เขาจูงมือมาโคโตะ ร่างเล็กก็แทบสะบัดมือเขาออกโดยอ้างว่า กลัวคนเห็น นั่นก็เพราะมาโคโตะเป็นนักร้องที่มีชื่อเสียงนั่นเอง

รถสปอร์ตคันหรูแล่นมาจอดในที่จอดรถของคอนโดหรูแห่งหนึ่งที่แค่มองจากภายนอกก็เดาราคาได้ว่าต้องแพงลิบลิ่ว ตึกสูงขนาด 21 ชั้น ประดับดวงไฟอย่างงดงาม มีแสงไฟลอดมาจากห้องส่วนมากเนื่องจากเป็นช่วงหัวค่ำ

คอนโดนี้เป็นคอนโดที่มีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่งใจกลางกรุง เป็นที่ที่คนมีฐานะดีเท่านั้นจึงจะซื้อได้ ภายในอาคารนอกจากห้องพักแล้วยังมีห้องออกกำลังกาย ห้องสปา สระว่ายน้ำที่เฉพาะสมาชิกเท่านั้นอีก ส่วนการบริการและความปลอดภัยก็เทียบเท่าโรงแรมชั้นหนึ่งเลยทีเดียว

ชั้นแรกเป็นชั้นของประชาสัมพันธ์และร้านอาหารที่ตกแต่งประดับประดาอย่างสวยงาม มีสไตล์ สมกับเป็นคอนโดหรู

ประชาสัมพันธ์สาวยิ้มให้มาซากิอย่างคุ้นเคย หล่อนเป็นแฟนคลับของนักแต่งเพลงหนุ่มมาตั้งแต่ตอนเรียนมัธยมปลายและติดตามผลงานของเขามาตลอด แน่นอน มาโคโตะ แฟนหนุ่มของมาซากิที่ตอนนี้กำลังมีชื่อเสียงโด่งดังหล่อนก็เป็นแฟนเพลงของเขาเช่นกัน

ชายหนุ่มทั้งสองยิ้มตอบหญิงสาวด้วยรอยยิ้มที่คุ้นเคยเช่นกัน เพราะมันเป็นเช่นนี้ประจำอยู่แล้ว แต่พอทั้งคู่ก้าวเข้ามาสู่ความเงียบสงบภายในลิฟท์ ใบหน้ายิ้มแย้มร่าเริงของร่างเล็กก็ มุ่ย ลงทันที มาซากิเห็นใบหน้าหวานงอง้ำลงก็รู้แล้วว่า เจ้าเด็กน้อย กำลังงอน

งอนอะไร น้ำเสียงอ่อนโยนที่ไม่ค่อยได้ใช้กับใครนัก แต่คนฟังดูจะไม่ค่อยใส่ใจเท่าไหร่เพราะยังคงหงุดหงิดอยู่

เปล่า มาโคโตะตอบด้วยน้ำเสียงห้วนจัด

ก็ดี คำพูดที่เหมือนกับไม่ใส่ใจทำให้ใบหน้าหวานของมาโคโตะงอมากยิ่งขึ้น ชายหนุ่มสะบัดหน้าไปมองกำแพงลิฟท์อย่างขัดใจ จึงมองไม่เห็นสีหน้าและดวงตาพราวระยับของคนพูดที่มีความสุขที่ได้แกล้งคน

ประตูลิฟท์เปิดออกเมื่อมาถึงปลายทาง มาซากิจูงมือร่างบอบบางออกมาทั้งที่ยังยิ้มกริ่ม เสียงเดินกระแทกเท้าที่พยายามทำให้ดังแต่ก็ไม่สมใจ เพราะทางเดินปูพรมทั้งชั้ดังเป็นจังหวะ

ไม่กลัวเจ็บเท้าหรือไง มาซายะนึกห่วงเจ้าของเท้าแต่เขาก็ไม่ได้พูดออกมา

มาซากิหยุดเดินเมื่อมาถึงหน้าห้อง แต่มาโตะที่กำลังเมามันอยู่กับการเดินกระแทกเท้าไม่เห็นว่าร่างสูงหยุดเดินจึงเตะเข้าที่ข้อเท้าของมาซากิเต็มแรง

อุ๊บ! มาซากิปล่อยมือจากประตู กุมข้อเท้าอย่างเจ็บปวด ดวงตาสีเหล็กวาววับอย่างโมโหจัด

สมน้ำหน้า มาโคโตะพึมพำอย่างสะใจก่อนเดินเข้าไปในห้องอย่างถือสิทธิ์ ปล่อยให้เจ้าของห้องเดินตามเข้ามาทีหลัง

ภายในห้องชุดสุดหรูขนาด 8 เสื่อของมาซากิ ดวงไฟสว่างด้วยเสียงดีดนิ้วของมาโคโตะ ทำให้เห็นห้องรับแขกที่จัดวางโซฟาและโทรทัศน์สีขนาดใหญ่ไว้กลางห้อง ริมหน้าต่างบานใหญ่มีโต๊ะทำงานขนาดกลางที่ค่อนข้างจะรกนิดหน่อย ต่ำลงมาที่พื้นข้างโต๊ะเป็น กอง เครื่องดนตรีและอุปกรณ์แต่งเพลง มีกระดาษที่เขียนเนื้อเพลง 2-3 แผ่นวางรวมอยู่ด้วย แสดงให้เห็นว่า เจ้าของห้อง คงลงมานั่งทำงานที่พื้นอีกแล้ว

ชายหนุ่มหน้าหวานนั่งลงบนโซฟาทำทีไม่สนใจ เจ้าของห้อง ที่เดินหน้าบูดเพราะเจ็บขาเข้ามาในห้องเหลือบมองจากหางตาเห็นร่างสูงใหญ่เดินเข้าไปในครัว มาโคโตะรู้ว่าเดี๋ยวมาซากิจะต้องหยิบเบียร์ออกมานั่งกินเหมือนเดิมและหลังจากนั้นสิ่งที่จะตามมาคือ บทรักอันแสนจะเร่าร้อนชวนลุ่มหลง ไม่น่าเชื่อว่าคนที่แสนจะเย็นชาอย่างมาซากิจะมีลีลาพิศวาสที่ชวยเมามายได้ขนาดนี้ เพียงแค่นึกถึงริมฝีปากอบอุ่นที่ประทับลงบนริมฝีปากของเขาและอุ้งมือร้อนผ่าวที่ทาบลงบนร่างกายเขา ไม่มีที่ใดบนเรือนกายที่ไม่ถูกมาซากิจับต้องและสำรวจ มือหยาบกระด้างอย่างคนทำงานสำรวจร่างกายเขาราวกับกำลังแสวงหาดินแดนที่ยังไม่ถูกค้นพบ คิดถึงตรงนี้ใบหน้าหวานของมาโคโตะก็แดงเรื่อขึ้นมาทันที แม้บทรักจะชวนลุ่มหลง แม้ว่ามาซากิจะแสดงท่าทีว่าห่วงเขา และยอมตามใจเขาอย่างไม่เคยทำให้ใคร แต่มาซากิไม่เคยบอกรักเขาเลยแม้เพียงหนเดียว ทำให้บางครั้งเขาสงสัยว่า เขาคิดเข้าข้างตัวเองหรือเปล่าที่ว่ามาซากิรักเขา

มันผิดด้วยหรือที่เขาต้องการความรักของผู้ชายคนนี้ จริงอยู่ว่าจากมุมมองของคนทั่วไปครอบครัวของเขาสมบูรณ์แบบ แต่มีใครรู้บ้างไหมว่า เขาโหยหาความรักแค่ไหน

ความรักของพ่อที่มาพร้อมกับความกดดัน ทำให้เขารู้สึกร้อนและอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก

เขารู้ว่าเขาเป็นลูกชายคนโตที่จะฝากความหวังไว้ได้

แต่เขาเป็นคน

ไม่ใช่หุ่น

ที่จะทำตามที่พ่อสั่งทุกอย่างโดยไม่มีที่ติได้

ส่วนแม่...ผู้หญิงที่แสนใจดี..

...เชื่อฟังพ่อเสมอ...

แม้จะคอยปลอบโยนเขา...ให้กำลังใจเขา..แต่..

ก็ไม่พ้นที่จะบอกว่าให้เข้าใจพ่อ

เชื่อพ่อ

ทำตามพ่อ

มีไหม...ที่พ่อจะเข้าใจเขา

รัก....มีน้อยคอยเรียกร้อง

มากเกิน..จนต้องเร้นหลีกหนี

อึดอัด...ทับถมพูนทวี

รักมีแค่พอดีไม่เป็นไร...

มีเพียงมาซากิหนุ่มใหญ่นักแต่งเพลงคนนี้เท่านั้นที่คอยปลอบโยนเขาผลักดันเขา

...แต่..ไม่เคยกดดันหรือคาดหวังจนเกินไป

ผู้ชายที่บางครั้งก็คาดเดาอารมณ์ไม่ได้

ผู้ชายที่เงียบจนไม่กล้าเข้าใกล้

ทำให้บางครั้งเขาก็ไม่กล้าที่จะถามออกไปตรงๆ

กลัว...ผิดหวัง

กลัว...เสียน้ำตา

กระป๋องเบียร์เย็นจัดแนบเข้ากับใบหน้า ทำเอามาโคโตะสะดุ้งโหยง

คิดอะไรอยู่ เสียงทุ้มนุ่มถามอย่างอ่อนโยนแต่มาโคโตะก็ไม่ได้ตอบออกไปเพราะเขากำลังสับสนกับความคิดของตัวเอง

มาซากิมองเสี้ยวหน้าแดงจัดนั้นอยู่เสี้ยวอึดใจก่อนเดินอ้อมมานั่งบนโซฟาตัวเดียวกันกับแฟนหนุ่ม ลำแขนแข็งแรงโอบรั้งร่างบอบบางให้เข้ามาใกล้

เธอคิดอะไร

มาโคโตะหลับตาลงอย่างสับสน พยายามข่มความสงสัยในใจลง

ท่าทีแบบนี้...คุณคงไม่ทำกับใคร

คุณคงรักผมบ้าง

จริงหรือ..ที่ว่ารัก..

คุณรักผมหรือเปล่า อยู่ๆมาโคโตะก็โพล่งออกมาราวกับว่าเวลาที่เงียบอยู่นั้นชายหนุ่มใช้มันในการตัดสินใจ

ทำไม...หรือเธอไม่รู้ มาซากิถามโดยไม่มองหน้าคนข้างๆเขาจึงไม่เห็นว่าร่างบอบบางนั้นกัดริมฝีปากของตนเองเพื่อกลั้นน้ำตา

คุณไม่บอก...ผมไม่รู้ คำตอบที่ทำให้คนฟังนั่งอึ้ง

นี่มาโคโตะไม่เคยรู้เลยหรือว่าผู้ชายอย่างเขา

คนอย่างเขา

ไม่ชอบให้ใครมาวุ่นวายเรื่องส่วนตัว

การปล่อยให้มาโคโตะเข้ามาในส่วนที่เขาหวงแหน

ยังไม่เป็นการบอกอีกหรือ

ว่าเขารู้สึกอย่างไร

คนอย่างเขา

จะไม่ยอมร่วมรักกับคนที่ไม่ได้รักอย่างเด็ดขาด

อย่าว่าแต่กับผู้ชายเลย

แม้แต่ผู้หญิงเขาก็ไม่ทำ

ไม่มีใครเคยมาค้างที่ห้องของเขา

ไม่เคย...

เขาไม่เคยมีใจให้กับผู้ชายคนไหน

เขาไม่ใช่พวกรักชอบเพศเดียวกัน

ยกเว้น..มาโคโตะเท่านั้น

ที่เขารัก

รักในตัวตน

ไม่สนว่าเป็นเพศไหน

มาโคโตะ..ฉันอาจเป็นคนที่ไม่ค่อยพูด แต่การที่ฉันไม่พูดไม่ใช่ฉันไม่รู้สึก มาซากิเอ่ยอย่างแผ่วเบาท่ามกลางความเงียบ

วันนี้เขาจะบอก

บอกให้มาโคโตะรับรู้

บางครั้ง..ฉันอาจทำให้เธอเข้าใจผิด คิดว่าไม่ได้รัก แต่เธอก็รู้ว่าฉันเคยผิดหวังมาก่อน..เสียงของมาซายะเงียบไป

เรื่องราวคราวที่เขาเลิกกับภรรยา ลงข่าวหนังสือพิมพ์ใหญ่โต เขาจมกับความทุกข์

เก็บตัวนานนับปี กว่าจะทำใจได้

..และในส่วนลึก..ฉันยอมรับว่ายังกลัวอยู่ แต่เมื่อฉันมาพบเธอ รักเธอ เธอทำให้ฉันมั่นใจ ทำให้ฉันกล้าที่จะเริ่มรักใครอีกครั้ง ขนาดนี้แล้ว..เธอยังคิดว่าฉันไม่รักเธออีกหรือ...

คำสารภาพที่ได้ฟังจากมาซายะทำให้มาโคโตะตื้นตันจนไม่สามารถกลั้นน้ำตาไว้ได้

ในที่สุดเขาก็รู้

ว่ามาซากิรักเขา

ทุกสิ่งที่ทำไป..ไม่สูญเปล่า

เขาไม่ต้องคิดน้อยใจอีกแล้ว

คิดไม่ผิดจริงๆที่ถามออกไป มาโคโตะไม่เคยรู้สึกว่าตนเองเป็นที่รักเท่าวันนี้เลย

จากคนที่คิกมาตลอดว่าไม่รักเขา

กลับบอกความในใจขนาดนี้

คนที่ชอบเก็บทุกสิ่งไว้ในใจ

กลับบอกออกมามากมาย..

เสียงนาฬิกาตีบอกเวลาเที่ยงคืนแล้ว มาซากิมองคนในอ้อมกอดที่หลับสนิทมาสักพักแล้ว ขนตายาวพริ้มยังมีรอยน้ำตาอยู่หน่อยๆ จมูกโด่งรั้นแดงก่ำ ทำให้นึกถึงกระต่ายขึ้นมาทันที ท่าทางหลับสบายนั้นทำให้เขาไม่อยากปลุกเลยจริงๆ นี่มาโคโตะเห็นเขาเป็นหมอนหรือไงนะ ถึงได้นอนสบายอย่างนี้

ในที่สุดมาซากิก็ตัดสินใจว่าแทนที่จะปลุกไปนอนเขาอุ้มไปเลยจะสะดวกกว่า ลำแขนแข็งแรงช้อนร่างเล็กขึ้นแนบอก ก่อนวางลงบนเตียงอย่างถนอม แล้วเขาก็ทอดตัวลงนอนเคียงข้างร่างบอบบางคล้ายรู้ตัวว่าคนรักมานอนข้างๆจึงซุกเข้าหามาซายะมากขึ้นอีก การกระทำเช่นนี้ทำให้ชายหนุ่มอดยิ้มไม่ได้ อ้อมกอดจึงกระชับขึ้นนิดหนึ่ง

ฉันรักเธอมาซากิกระซิบข้างหูร่างบางที่หลับใหล

ผมก็รักคุณเช่นกัน มาโคโตะกระซิบตอบทั้งที่ยังหลับตาพริ้ม...

THE END

อ่านแล้วอย่าลืมคอมเมนท์ด้วยนะครับ

หวัดดีครับ วันนี้เป็นครั้งแรกเลยนะเนี่ยที่เราเอานิยายของเรามาโพสให้อ่านกัน แต่งไว้ตั้งกะตอนวันเกิดของยูคิ ปีที่แล้ว เอามาลงให้แก้เหงากันเนาะ

Fic birth day yuki
19/06 17.00 น. ห้องซ้อมดนตรีแห่งหนึ่งใน โตเกียว
R..R..R โทรศัพท์แผดเสียงขึ้นทำให้เสียงดนตรีที่กำลัฝบรรเลงอยู่หยุดชะงักทันที
ของใคร เสียงแหบห้าวของนักร้องนำดังขึ้น
ของผมเองครับ มือกีตาร์หน้าหวานเป็นคนตอบคำถามและขอตัวออกไปรับโทรศัพท์
moshi moshi เสียงใสกรอกลงไป
ไฮ ! ยูคิเหรอ ฉันเองนะ ปลายสายตอบกลับมา
โทวะ เหรอ มีอะไรล่ะ น้ำเสียงของยูคิงุนงงเล็กน้อย
เปล่าเอ่อ..ก็มีคือ..เห็นอัทสึโร่กับซันตะบอกว่ามีราเม็งร้านหนึ่งอร่อยมากเลยจะชวนนายไปด้วยกัน
ยูคิยิ้มกับโทรศัพท์เขานึกภาพออกเลยว่าตอนที่พูดโทวะต้องเอามือลูบต้นคอไปด้วยแหงๆ ก็เขาเป็นคนแบบนั้นนี่นา
ได้สิ กี่โมงดีล่ะ เขาถามกลับ
dustar เลิกซ้อมกี่โมงล่ะ
o.k. เลิกเมื่อไหร่เดี๋ยวโทรหานะ คงไม่เกินครึ่งชั่วโมงหรอก
ยูคิตัดสายไปแล้วเดินกลับเข้ามาในห้องซ้อมรอยยิ้มระบายบนหน้านวลเล็กน้อยถ้าไม่มีใตรสังเกตก็คงมองไม่เห็นแต่ในวงคนช่างสังเกตก็มี
เฮ้ ! ยูจัง ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เชียวนะ ฮิมาวาริ มือกลองที่หน้าโหดแต่ใจดี แซว ผิวหน้าของร่างบางแปรเป็นสีจัดเล็กน้อย
เปล่าซะหน่อย
เอ้า ! พวกนาย แหมพอวันนี้ซ้อมวันสุดท้ายล่ะก็ ทำเป็นคึกเชียวนะ นี่ ยังไงฉันก็ให้พวกนายหยุดจนถึงวันจันทร์เลยล่ะน่า ! noisy ผู้ซึ่งควบ 2 ตำแหน่งทั้งร้องนำและหัวหน้าวงเอ่ยเสียงเรียบๆ
รู้แล้วน่า ! เออ ! นี่ เราไปชวนพวก anchan มาดื่มกันไม๊ ฮิมาวารินึกไอเดียดีๆออก ดีใจจนแทบจะโยนไม้กลองทิ้งและยัง(มีน้ำใจ)หันมาชวนยูคิไปด้วยกันอีกแต่ร่างบางปฏิเสธอย่างเกรงใจ
เอ้าๆ! รอให้เลิกก่อนแล้วค่อยพูด ตอนนี้ซ้อมก่อน ฮิมะ ! ยูจัง ! เอาเพลง daikirai นะ และเสียงดนตรีก็บรรเลงต่อไป
20.00 น.
RRR เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นแม้จะแผ่วเบาแต่ก็ดังก้องเพราะบริเวณนั้นเงียบสงัด
moshi moshi ร่างสูงในเงามืดกรอกเสียงลงไป
โทวะ ฉันเองนะ ตอนนี้นายอยู่ไหน เสียงใสถามกลับมา
สวนสาธารณะ Y ใกล้ห้องซ้อมของนายน่ะ เสียงทุ้มตอบกลับ
ฉันซ้อมเสร็จแล้ว เดี๋ยวเจอกันนะ
โทรศัพท์ตัดสายไปแล้วแต่ร่างสูงยังคงถือค้างอยู่ คล้ายรอสายจากใคร แต่เขาก็ไม่ได้รอใครเพราะคนที่เขารอกำลังเดินตรงมาที่เขาแล้ว
แม้ท้องฟ้าจะมืดมิดแม้ไฟทางจะสลัวแต่เขาก็เห็นอย่างชัดเจน บุคคลผู้ซึ่งกระจ่างชัดตลอดมาทั้งยามหลับตา..และลืมตา
ผิวที่ขาวกระจ่างราวหิมะในฤดูหนาวดวงตาที่คล้ายกับมีดวงดาวพราวแสงอยู่ผมสีทองที่พลิ้วไหวตามจังหวะของการก้าวเดินริมฝีปากอวบอิ่มสีชมพูที่มักมีรอยยิ้มระบายอยู่เสมอ
หลังจาก lucifer ยุบวงไปทุกคนต่างแยกย้ายกันไปทำงานของตนเองทำให้เวลาว่างมักไม่ค่อยตรงกันวันนี้เขาอุตส่าห์โทรนัดพวกอัทสึโระและซันตะมาและลากร่างบางออกมาด้วย
ไง ! โทวะ ! รอนานไหม ? ยูคิถามเมื่อเดินมาถึง
ไม่หรอก ไปกันเถอะ ! เดี๋ยวพวกนั้นจะรอนาน โชคดีที่บริเวณที่เขารอคอนข้างมืดร่างบางจึงไม่สังเกตใบหน้าของร่างสูงที่แปรเป็นสีเข้มกว่าปกติเล็กน้อยและขณะเดียวกันร่างสูงก็ไม่เห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ปรากฏเพียงชั่วครู่ของร่างเล็กเหมือนกัน
ที่ไหนเหรอ ? โทวะ ร่างเล็กถามขณะเดินตามหลัง
เลยสถานีชิบุย่าไปหน่อยนึง ร่างสูงตอบโดยไม่หันมามอง
ยูคิอมยิ้ม โทวะเป็นแบบนี้เสมอ พูดน้อย ใจดี และไม่ค่อยแสดงความรู้สึกออกมาเท่าไหร่
แสงไฟตามร้านค้าและไฟทางทำให้ถนนบริเวณนั้นสว่างไสวผู้คนเดินตามถนนกันขวักไขว่มากหน้าหลายตา บ้างรู้จักมักจี่ บ้างคือคนแปลกหน้า ที่เดินทางเดียวกันก็มี สวนทางกันก็มี .จะมีคนคิดเหมือนเราบ้างไหมนะ..?
ร้านที่โทวะบอกเป็นร้านไม่ใหญ่มากการตกแต่งภายนอกไม่โดดเด่นมากนัก ประตูไม้สีน้ำตาลไหม้เป็นเงา ผ้าหน้าร้านเป็นสีน้ำเงินเข้มตัดกับตัวอักษรสีขาว เขียนว่าอะไรนะ ?
kagamiยูคิอ่านป้ายหน้าร้านเบาๆแต่ร่างสูงก็ยังได้ยิน
hitomiร่างสูงแก้ให้เบาๆโดยยังไม่หันมา
อ๊ะ ! อ่านคันจิผิด ร่างบางอุทานผิดก้มหน้าซ่อนความอับอาย เขาเป็นคนอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้วหนึ่งในนิสัยที่แก้ไม่หายซักที
เมื่อเข้าไปในร้านพนักงานในชุดกิโมโนสีชมพูสดใสออกมาต้อนรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเมื่อโทวะบอกว่าจองไว้แล้วหญิงสาวก็เดินนำไปยังมุมหนึ่งของร้านที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัวที่นั่นมีชายหนุ่มสองคนนั่งรออยู่ก่อนแล้ว..เมื่อเห็นโทวะเดินเข้ามา ก็โบกมือให้อย่างยินดี
รอนานไม๊ ยูคิถามขึ้น
ไม่หรอกซัก 10 นาทีได้มั้ง อัทสึโระ อดีตมือกีตาร์หน้ากลมของ lucifer ตอบยิ้มๆ
สั่งเถอะ หิวแล้ว มื้อนี้ โทวะ เลี้ยงนะ ! ซันตะอดีตมือกลองของ lucifer ที่ตอนนี้ไปตีกลองกับ amida บอกอย่างร่าเริง
บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นและเป็นมิครทั้ง 4คนที่เป็นเหมือนคนในครอบครัวกลับมารวมกันอีก หลังจากที่แยกกันไป ต่างถามถึงสารทุกข์สุกดิบของกันและกันในช่วงที่ไม่ได้เจอกันและเมื่อรวมญาติ ? เช่นนี้สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือ..สาเก ราเม็งกับสาเกช่างเข้ากันได้ดีในบรรยากาศเช่นนี้เสมอ พอกรึ่มๆ ตอนออกจากร้านก็ยังไม่สะใจทั้งหมดเลยพร้อมใจกันกลับไปดื่มต่อที่คอนโดของโทวะ
ห้องบนตอนโดหรูสูงเสียดฟ้าแลดูสะอาดตา การตบแต่งเรียบง่ายสมกับเป็นห้องของโทวะ เบสสุดรักวางนอนสงบนิ่งอยู่ริมผนังใกล้ๆโต๊ะคอมพิวเตอร์ที่เอาไว้แต่งเพลง โทรทัศน์จอแบนขนาด 37 นิ้ว วางอยู่บนที่วางหน้าโซฟาสีครีมเพื่อนสนิทรู้กันดีว่าทีวีขนาดใหญ่นี้เจ้าของห้องเอาไว้ดูการถ่ายทอดสด F1 อย่างเดียวเท่านั้นแหละ
จากแค่มึนๆที่ร้านราเม็งก็กลายเป็นเมาเละเทะระเกะระกะนอนกันเป็นศพในห้องของโทวะซึ่งก็ไม่เว้นแม้แต่เจ้าของห้องก็เถอะ
03.45 น. 20/06
เสียงน้ำและแสงไฟทำให้ชายหนุ่มเจ้าของห้องรู้สึกตัว เขากระพริบตาภี่ๆเพื่อปรับสายตา ภาพที่พร่ามัวในคราแรกค่อยชัดเจนขึ้นเขาแลไปที่แสงไฟร่างบอบบางของยูคิกำลังล้างมือ ล้างหน้า โทวะ ขยับตัวลุกขึ้นพอดีกับที่ร่างบางหันกลับมาเพราะได้ยินเสียง
โทษที ! ทำให้ตื่นเหรอ เสียงใสพูดพลางเช็ดมือ
ไม่หรอก โทวะเดินมาที่อ่างล้างหน้า
ใช้ห้องน้ำของนาย คงไม่ว่ากันนะ ยูคิเอียงคอถาม
อื้อ ! ไม่เป็นไร
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง ได้ยินเพียงเสียงกรนเบาๆของอัทสึโระและเสียงหายใจหนักๆของซันตะเท่านั้น
หิวไหม เสียงของโทวะทำลายความเงียบ
นิดหน่อย ร่างบางตอบเบาๆสายตาจับจ้องไปไปยังข้างนอกที่มืดมิด
ไปหาอะไรกินกันไม๊ โทวะชวน เมื่อเห็นร่างบางลังเลดวงตาจับจ้องไปที่ร่าง 2 ร่างที่หลับสนิท
ปล่อยไว้เถอะ ไม่นานหรอก ไปเถอะ โทวะเอ่ยชวนกระแสเสียงเร่งเร้าอยู่ในที ร่างบางจึงตอบตกลง
04.00 20/06
ไม่ไกลนักเดินออกจากคอนโดประมาณ 5 นาที ร้านราเม็งร้านหนึ่งตั้งอยู่ใต้แสงสลัวของไฟทาง รถเข็นกลางเก่ากลางใหม่ ป้ายหน้าร้านสีแดงสดใส คนขายเป็นชายวัยกลางคนท่าทางใจดี พอเห็นชายหนุ่มทั้งสองก็ยิ้มให้อย่างเป็นมิตร
เป็นไง พ่อหนุ่ม ! มาแต่เช้ามืดเชียว ชายชราทักอย่างอารมณ์ดี
5 5 เหมือนเดิมครับลุง แต่วันนี้เอา 2 ที่ นะ โทวะบอกอย่างสนิทสนมชายชราพยักหน้ารับคำ ลงมือทำทันที
ร้านประจำของนายเหรอ ยูคิกระซิบถาม โทวะพยักหน้ารับ พอร่างบางจะถามอะไรต่อ ชายชราก็ยกชามราเม็งมาพอดี
เอ้า ! พ่อหนุ่ม มิโสะราเม็งร้อนๆ ชามใบเขื่อง 2 ใบ ควันกรุ่น ถูกวางลงตรงหน้าคนทั้ง 2
งานเป็นไงบ้างล่ะ ชายชราชวนคุย
หนักพอควรครับลุง โทวะตอบยิ้มๆ พอได้พักหน่อยเลยพาเพื่อนมาดื่มกันนิดหน่อยน่ะ เขาพูดต่ออย่างอารมณ์ดี
แล้วแม่หนูนี่ แฟน เธอเหรอ ชายชราถามพลางมองยูคิอย่างเอ็นดู
เอ่อ..คือ..ผมเป็นผู้ชายครับ ยูคิตอบเสียงออมแอ้ม ก้มหน้าซ่อนสีแดงที่ซับใบหน้าขาว
อ้าว ! เหรอ ! โทษที ๆ ลุงตาไม่ค่อยดี 5 5 คนแก่ก็อย่างนี้แหละนะ 5 5
โทวะฟังคำสนทนาเงียบๆเขายอมรับในใจว่าแม้แต่คนหนุ่มสายตาดีๆแต่ถ้ามองคนที่นั่งข้างๆเขาแบบเผินๆล่ะก็ต้องนึกว่าเป็นสาวน้อยหน้าแฉล้มแน่นอน ถึงแม้จะไม่สามารถบอกใครๆว่าเป็นคนรักกัน ขอเพียงคนข้างๆรู้อยู่แก่ใจก็พอแล้ว โทวะคิดอย่างมีความสุขเขารู้สึกว่าราเม็งวันนี้อร่อยกว่าทุกวันไม่แน่อาจเป็นเพราะคนข้างๆก็ได้มั้ง
โอ๊ะ ! เสียงอุทานอย่างแปลกใจของยูคิทำให้โทวะเงยหน้าขึ้นมอง จานเกี๊ยวซ่าหอมกรุ่นน่ากินถูกวางตรงหน้าพวกเขา
ลุงให้เป็นการขอโทษที่เข้าใจพ่อหนุ่มหน้าสวยนี่ผิด ชายชรายิ้มอย่างใจดี
ไม่น่าลำบากเลยครับ ผมชินแล้ว ยูคิเอ่ยอย่างเกรงใจ
เอาน่า ๆ ไม่เป็นไรหรอก อีกอย่างเธอน่ารักอย่างนี้ 5 5 ไม่เป็นไร
ขอบคุณครับ คุณลุง ยูคิพูดพลางลงมือกิน
เวลาผ่านไปทั้ง 2 สวาปามราเม็ง(อีกแล้ว) และเกี๊ยวซ่าจนอิ่มตื้อก็พากันเดินกลับเพื่อไปดูเพื่อนอีก 2 คน ที่ยังเป็นศพ ? กันอยู่ที่คอนโด
พระจันทร์สวยจังเลยนะ ยูคิเอ่ย แหงนหน้าขึ้นมองฟ้า แม้ตอนนี้ใกล้สว่างแล้วแต่แสงอาทิตย์ก็ยังไม่มาบดบังพระจันทร์ โทวะแหงนหน้ามองฟ้า
จะรีบเดินไปไหนน่ะ โทวะ เสียงใสท้วงขึ้น ร่างสูงไม่รู้ตัวเลยว่าก้าวเร็วขึ้นจนได้ยินเสียงท้วง เขาหยุดเดิน หันหน้ากลับมา
เป็นห่วง 2 คนนั่นน่ะ โทวะตอบ คล้ายแก้ตัวกลายๆ
นอนหลับอยู่ ยังไม่ตื่นหรอก เมาขนาดนั้น หางเสียงท้ายประโยคของยูคิสะบัดเล็กน้อย แสดงอาการไม่พอใจ ในเวลาแบบนี้ ร่างสูงรู้ว่าต้องทำยังไง
เอาน่า ! ! ยูจัง อย่างอนนะ โทวะก้มลงกระซิบข้างหู เวลาอยู่ด้วยกันตามลำพังโทวะมักจะเรียกเขาว่า ยูจัง น้ำเสียงที่ฟังแล้วอบอุ่นไปถึงหัวใจมีเพียงโทวะเท่านั้น ยูคิยิ้มอย่างพอใจ ร่างบางเงยหน้าจะพูดอะไรเขาก็ต้องกลืนคำพูดทุกอย่างลงไปดวงตาเบิกกว้าง เพราะริมฝีปากของตนถูกริมฝีปากของร่างสูงทาบทับลงมา เพียงไม่นานเมื่อร่างสูงถอนริมฝีปากออกยูคิก็หน้าแดงเป็นลูกตำลึงสุกไปแล้วมือใหญ่กุมมือน้อยอย่างทะนุถนอม ถ่ายทอดความอบอุ่นส่งผ่านไปถึงหัวใจ
Happy..BirthdayYUKI
ขอบใจ คิดว่ายังไงก็ฝากตัวด้วยนะ หลังจากหายตะลึงแล้วยูคิก็เอ่ยอย่างอารมณ์ดี
ทั้ง 2 คนพากันเดินกลับมาจนถึงคอนโด ขณะที่โทวะกำลังหยิบกุญแจ ประตูก็เปิดออกก่อน อัทสึโระและซันตะก็เปิดประตูออกมาก่อน
Happy..BirthdayYUKI
ร่างเล็กตะลึง น้ำตาคลอ หน้านวลซับสีจางด้วยความดีใจ ขอบใจนะขอบใจ.. ยูคิเข้าไปกอดคอทั้ง 3 คน อย่างดีใจและปลาบปลื้ม
ช่างเป็นวันที่ดีจริงๆ ยูคิคิดอย่างมีความสุข ก่อนเดินตามเข้าไปในห้องตามหลังเพื่อนทั้ง3ไป.
THEEND
คอมเมนท์กันด้วยเด้อ...