poem

  บทความดีๆที่ควรอ่าน ... 

คุณ...บอกรักใครๆได้โดยง่าย

คุณ...กอดใครได้โดยไม่รู้สึกอะไร

วันนี้....คุณบอกรักและโอบกอดพ่อแม่ของคุณหรือยัง...


 เมื่อฉันแก่ตัวลง ...บทความแด่ลูกพเนจรทั้งหลาย

 

บทความดีๆ ที่อยากให้ทุกคนได้อ่าน 'เมื่อฉันแก่ตัวลง'

“เมื่อฉันแก่ตัวลง” อยากจะมอบเรื่องนี้ให้กับผู้ที่ไม่ค่อยได้อยู่ใกล้ชิดผู้เฒ่าผู้แก่ที่บ้าน....

เรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าของลุกผู้ชายคนหนึ่ง ที่ตระเวนทั้งเรียนทั้งทำงานไปร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ แม้เขาจะ เติบกล้าเก่งกาจขึ้นเรื่อยๆ ความรู้เพิ่มมากขึ้น โลกใบนี้เริ่มเล็กลง

แต่พ่อแม่ที่อยู่บ้านเดิม (ในเมืองจีน) ก็เริ่มแก่ตัวลง ลูกคนนี้ทำงานอยู่ต่างประเทศ ไม่ค่อยได้กลับมาเยี่ยมพ่อแม่ ได้แต่ติดต่อกันทางจดหมาย โชคดีต่อมามีไอพีการ์ด

เลยได้คุยสดกันบ้าง ทุกครั้งแม่ก็จะคอยเตือนให้ระวังสุขภาพของตัวเอง ตั้งใจทำงาน ไม่ต้องเป็นห่วงแม่ ไม่ต้องกลับมาเยี่ยมบ่อยๆ เพราะจะสิ้นเปลืองเงินทอง... ยิ่งพูดก็ยิ่งซ้ำๆซากๆ เขารู้ดีว่าแม่เริ่มคิดถึงเขามาก

จนกระทั่งปีนี้ แม่อายุ 75 เขาจึงตั้งใจจะกลับไปเยี่ยมแม่ โดยตั้งใจว่าจะอยู่สัก 1 เดือน จะไม่ทำอะไรเป็นพิเศษ แต่ขอเป็นเพื่อนแม่เพียงอย่างเดียว พอบอกข่าวนี้ให้แม่ทราบ แม้จะมีเวลาอีกตั้ง 2 เดือนเศษ แม่ก็เริ่มเตรียมตัวในการต้อนรับการกลับมาเยี่ยมบ้านของลูก

แม่ดึงเอาสมุดบันทึกมาจดสิ่งที่ต้องตระเตรียม แม่เตรียมรายการอาหารที่ลูกชอบ ดึงเอาผ้าห่มที่ลูกเคยชอบห่มมาปะชุนใหม่... สำหรับคนอายุ 75 เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย


พอกลับถึงบ้าน ตอนอยู่บนเครื่องบิน เคยตั้งใจว่าจะขอกอดแม่ให้ชื่นใจสักครั้ง แต่พอมาเห็นแม่ แม่ที่ยืนอยู่ตรงหน้าผอมแห้ง หน้าตาเหี่ยวย่น ช่างไม่เหมือนแม่คนก่อนหน้านี้เลย...

แม่ใช้เวลาทั้งชั่วโมงเตรียมอาหารที่ลูกเคยชอบ โดยที่หาทราบไม่ว่า เดี๋ยวนี้ลูกไม่ได้ชอบอาหารแบบนั้นแล้ว แ

ละเพราะแม่ตาไม่ค่อยดี   รสชาติอาหารจึงแย่มากๆ บางจานก็เค็มจัด บางจานก็จืดสนิท ผ้าห่มที่แม่อุตส่าห์เตรียมให้ ทั้งหนาทั้งหยาบ ไม่สบายกายเลย แม่หารู้ไม่ว่า เดี๋ยวนี้ลูกนอนห้องแอร์และใช้ผ้าห่มขนแกะแล้ว แต่เขาก็ไม่บ่นอะไร เพราะเขาตั้งใจจะกลับมาเป็นเพื่อนแม่จริงๆ

สองสามวันแรก แม่ยุ่งอยู่กับเรื่องจิปาถะ จนไม่มีเวลาพักผ่อน พอเริ่มได้พัก แม่ก็เริ่มพูดมาก สอนโน่น สอนนี่ พูดแต่ปรัชญาเก่าๆ ซึ่งปรัชญาเหล่านั้น 10กว่าปีก่อนก็เคยพูดแล้ว พอลูกบอกให้ฟังว่า ปรัชญาเหล่านั้นไม่ทันสมัยแล้ว

แม่ก็เริ่มนิ่งเงียบและเศร้าซึม “เหตุการณ์เริ่มแย่ลงเรื่อยๆ ผมพบว่าสุขภาพแม่แย่ลง โดยเฉพาะสายตา อาหารบางจานมีแมลงวันด้วย บางทีอาหารหกบนเตา แม่ก็เก็บใส่จานตามเดิม ครั้นผมพยายามชวนแม่ไปกินนอกบ้าน แม่ก็บอกอาหารข้างนอกไม่สะอาด ของแปลกปลอมเยอะ

เมื่อผมบอกแม่ว่าจะหาคนรับใช้มาช่วยแม่สักคน แม่ก็โวยวายว่า แม่เองยังสามารถทำงานเลี้ยงดูเด็กให้ผู้อื่นได้เลย ผมเลยพูดไม่ออก

พอผมจะออกไปช้อปปิ้ง แม่ก็จะตามไปด้วย ทำเอาวันนั้นทั้งวัน พวกเราไม่ได้ไปช้อปปิ้งเลย...”

“พอพวกเราเริ่มคุยกันในเรื่องทันสมัย แม่ก็จะหาว่าพวกเราเพี้ยน   ผมก็เริ่มบอกแม่อย่างไม่ค่อยเกรงใจว่า

แม่ นี่มันสมัยใหม่แล้ว แม่ต้องหัดมองโลกในแง่ใหม่ๆบ้าง... ช่วงครึ่งเดือนหลังที่อยู่กับแม่ ผมเริ่มขัดแม่มากขึ้นเรื่อยๆ และรู้สึกรำคาญเพิ่มมากขึ้น แต่เราไม่เคยทะเลาะกันนะ พอผมขัดแม่ แม่ก็หยุดกึกลงไม่พูดไม่จา ในตามีแววเหม่อลอย – โลกซึมเศร้าแบบคนแก่  ของแม่ชักหนักขึ้นเรื่อยๆ”


“ได้เวลาที่ผมจะต้องเดินทางกลับ แม่ดึงกล่องกระดาษกล่องหนึ่งออกมา ในนั้นเป็นข่าวหนังสือพิมพ์ที่แม่ตัด เก็บไว้ในช่วงที่ผมไปอยู่เมืองนอก แม่เริ่มสนใจข่าวต่างประเทศเมื่อผมเดินทางไปนอก ทุกครั้งที่มีข่าวตึงเครียดในประเทศนั้นๆ แม่จะตัดข่าวเก็บไว้

ตั้งใจจะมอบให้ผมตอนที่ผมกลับมา แม่พูดอยู่เสมอว่า อยู่นอกบ้านนอกเมืองต้องระวังตัวให้มากๆ ครั้งหนึ่งมีเรื่องคนญี่ปุ่นต่อต้านและข่มเหงคนจีน มีการปะทะกันด้วย แม่เป็นห่วงมาก ถามเพื่อนบ้านว่าจะส่งข่าวไปเตือนผมที่ญี่ปุ่นได้อย่างไร ตอนนั้นผมสอนอยู่ที่ญี่ปุ่น”

แม่ดึงเอาปึกกระดาษข่าวนั้นออกมาอย่างยากลำบาก วางใส่ในมือผมเหมือนของวิเศษชิ้นหนึ่ง มันหนักมาก ผมเริ่มรู้สึกลำบากใจ เพราะผมไม่อยากนำกลับไป มันไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว

ผมรู้ว่าแม่เก็บมันด้วยความยากลำบาก แม่สายตาไม่ค่อยดี ต้องใช้แว่นขยาย อ่านได้วันละ 2 หน้าก็เก่งแล้ว นี่ยังตัดเก็บได้ขนาดนี้

ทันใดนั้นมีข่าวแผ่นหนึ่ง ปลิวหลุดลงมา แม่รีบเอื้อมไปหยิบ แต่แทนที่แม่จะเก็บเข้ากองเดิม แม่กลับพับเก็บไว้ในกระเป๋าของตัวเอง ผมรู้สึกเอะใจ เลยถามว่า “แม่ นั่นกระดาษอะไร ขอผมดูหน่อยนะ” แม่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จึงล้วงออกมาวางบนข่าวปึกนั้น แล้วหุนหันเข้าครัวไปทำกับข้าวทันที

ผมหยิบแผ่นข่าวนั้นขึ้นมาดู มันเป็นบทความบทหนึ่ง ชื่อว่า “เมื่อฉันแก่ตัวลง” ตัดจากหนังสือพิมพ์เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2004 เป็นช่วงที่ผมเริ่มเถียงกับแม่ถี่มากขึ้นทุกที บทความนั้นคัดมาจากนิตยสารฉบับหนึ่งของเม็กซิโก ฉบับเดือนพฤศจิกายน ผมอ่านบทความนั้นรวดเดียวจบทันที ....


เมื่อฉันแก่ตัวลง ไม่ใช่ฉันที่เคยเป็น  ขอโปรดเข้าใจฉัน มีความอดทนต่อฉันเพิ่มขึ้นอีกสักนิด

ตอนฉันทำแกงหกใส่เสื้อตัวเอง ตอนฉันลืมวิธีผูกเชือกรองเท้า ขอให้คิดถึงตอนแรกๆ ที่ฉันใช้มือสอนเธอทำทุกอย่าง

ตอนฉันเริ่มพร่ำบ่นแต่เรื่องเดิมๆที่เธอรู้สึกเบื่อ ขอให้อดทนสักนิด อย่าเพิ่งขัดฉัน
ตอนเธอยังเล็กๆ ฉันยังเคยเล่านิทานซ้ำๆซากๆ จนเธอหลับเลย

ตอนฉันต้องการให้เธอช่วยอาบน้ำให้ อย่าตำหนิฉันเลยนะ ยังจำตอนที่เธอยังเล็กๆ ฉันต้องทั้งออดทั้งปลอบเพื่อให้เธอยอมอาบน้ำได้ไหม

ตอนฉันงงกับวิทยาการใหม่ๆ อย่าหัวเราะเยาะฉัน จำตอนที่ฉันเฝ้าอดทนตอบคำถาม “ทำไม ทำไม” ทุกครั้งที่เธอถามได้ไหม

ตอนฉันเหนื่อยล้าจนเดินต่อไม่ไหว ขอจงยื่นมือที่แข็งแรงของเธอออกมาช่วยพยุงฉัน เหมือนตอนที่ฉันพยุง เธอให้หัดเดินในตอนที่เธอยังเล็กๆ

หากฉันเผอิญลืมหัวข้อที่กำลังสนทนากันอยู่ ให้เวลาฉันคิดสักนิด ที่จริงสำหรับฉันแล้ว กำลังพูดเรื่องอะไร ไม่สำคัญหรอก ขอเพียงมีเธออยู่ฟังฉัน ฉันก็พอใจแล้ว

ตอนเธอเห็นฉันแก่ตัวลง ไม่ต้องเสียใจ ขอให้เข้าใจฉัน สนับสนุนฉัน ให้เหมือนตอนที่ฉันสนับสนุนเธอตอน เธอเพิ่งเรียนรู้ใหม่ๆ

ตอนนั้นฉันนำพาเธอเข้าสู่เส้นทางชีวิต ตอนนี้ขอให้เธอเป็นเพื่อนฉันเดินไปให้สุดเส้นทาง ให้ความรักและอดทนต่อฉัน ฉันจะยิ้มด้วยความขอบใจ
ในรอยยิ้มของฉันมีแต่ความรักอันหาที่สิ้นสุดมิได้ของฉันที่มีให้กับเธอ


ผมอ่านบทความนั้นรวดเดียวจบ เกือบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่

ตอนนั้น แม่เดินออกมา ผมแกล้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตอนแรกแม่คงอยากให้ผมได้อ่านบทความนี้หลังจากผมกลับไปแล้ว จึงคะยั้นคะยอให้ผมนำข่าวปึกนั้นกลับไป

ตอนผมจัดกระเป๋าเดินทาง ผมต้องสละไม่เอาสูทกลับไป 1 ตัว จึงยัดเก็บปึกข่าวเหล่านั้นเข้าไปได้ รู้สึกแม่จะดีใจมาก เหมือนกับว่าหนังสือพิมพ์เหล่านั้นเป็นยันต์โชคลาภสำหรับผม และเหมือนกับว่าการที่ผมยอมรับ

หนังสือพิมพ์เหล่านั้น ผมได้กลับมาเป็นเด็กดีของแม่อีกครั้งหนึ่ง แม่ตามมาส่งผมจนถึงรถแท็กซี่เลยที่เดียว

หนังสือพิมพ์ที่ผมนำกลับมาเหล่านั้น ไม่ได้ใช้ทำประโยชน์อะไรเลย แต่บทความ “เมื่อฉันแก่ตัวลง” บทนั้น ผมได้ตัดเก็บไว้ในกรอบ เอาไว้ข้างตัวผมตลอดไป

ตอนนี้ ผมขออุทิศบทความนี้ ให้กับลูกพเนจรทั้งหลาย ตอนปีใหม่ โทรไปหาท่านบ้าง บอกท่านว่าคุณอยากกินอาหารที่ท่านทำเสมอ....

*******************************************************************************************

พ่อแก่   แม่เฒ่า

พ่อแม่ ก็แก่เฒ่า     จำจากเจ้า ไม่อยู่นาน

จะพบ จะพ้องพาน     เพียงเสี้ยววาร ของคืนวัน

ใจจริง ไม่อยากจาก     เพราะยังอยาก เห็นลูกหลาน

แต่ชีพ มิทนนาน     ย่อมร้าวราญ สลายไป

ขอเถิด ถ้าสงสาร     อย่ากล่าวขาน ให้ช้ำใจ

คนแก่ ชะแรวัย     คิดเผลอไผล เป็นแน่นอน

ไม่รัก ก็ไม่ว่า     เพียงเมตตา ช่วยอาทร

ให้กิน และให้นอน     คลายทุกข์ ผ่อนพอสุขใจ

เมื่อยาม เจ้าโกรธขึ้ง     ให้นึกถึง เมื่อเยาว์วัย

ร้องไห้ ยามป่วยไข้     ได้ใครเล่า เฝ้าปลอบโยน

เฝ้าเลี้ยง จนโตใหญ่     แม้เหนื่อยกาย ก็ยอมทน

หวังเพียง จะได้ยล     เติบโตจน สง่างาม

ขอโทษ ถ้าทำผิด     ขอให้คิด ทุกทุกยาม

ใจแท้ มีแต่ความ     หวังติดตาม ช่วยอวยชัย

ต้นไม้ ที่ใกล้ฝั่ง     มีหรือหวัง อยู่นานได้

วันหนึ่งคงล้มไป

ทิ้งฝั่งไว้.....    

ให้วังเวง  ......


โดย : เสรีชน (InfinitY)

ขอบคุณyahyah ที่มีบทความดีๆมาให้เรา

ขอบพระคุณพระบิดาที่ทำให้เราได้เจอสิ่งดีๆที่เตือนใจเรา
 
 
 
 


 
 
 
 

edit @ 26 Jan 2009 11:37:32 by @เด็กปีศาจ@

สวัสดีครับ...นายเด็กปีศาจมารายงานตัวฮะ

ผมมีเรื่องบางอย่างมาเล่าให้ฟังครับเมื่ออ่านแล้วโปรดช่วยให้คำแนะนำด้วย...

ฉันเป็นเด็กสาวที่มีชีวิตอยู่ในโลกแห่งความโหดร้าย พ่อตายตั้งแต่เด็กๆมีแม่เพียงคนเดียวที่เลี้ยงฉันมา แต่ ฉันก็ไม่เคยได้รับความรักจากผู้เป็นแม่เลยแม้แต่นิดเดียวจนกระทั่งฉันโต ฉันจำได้แต่เพียงว่า แม่รักน้องสาวที่อายุอ่อนกว่าฉันปีหนึ่งอย่างมากมายจนฉันเริ่มรู้สึกกดดันมากและเริ่มเรียกร้องความรักจากแม่โดยการทำตัวเกเรซึ่งมันก็ได้ผล ฉันท้องและเรียนไม่จบ ตราบาปอันนี้ตามหลอกหลอนฉันมาจนถึงปัจจุบัน หลังจากฉันคลอดลูก ก็มีคนใจดีมารับชีวิตน้อยๆนี้ไปดูแล และตัวฉันก็จมอยู่กับบาดแผลทั้งเก่าและใหม่ ทั้งร่างกายและจิตใจ เพราะฉันก็ไม่ได้รับสิ่งที่ฉันต้องการแถมยังเป็นคนสร้างบาดแผลให้กับแม่อีก ทั้งๆที่ฉันเพิ่งอายุ17เท่านั้น ฉันก็ทำเรื่องเลวร้ายอย่างนี้แล้ว หลังจากนั้น ฉันก็หมกตัวเองอยู่กับโลกแห่งความฝันผ่านหนังสือการ์ตูน พอมีเรื่องทุกข์ใจฉันก็จะอ่านหนังสือเสมอ มีหลายครั้งที่ฉันอยากตาย หายไปจากโลกนี้ จนกระทั่ง วันที่ฉันท้อใจสุดๆคิดว่าตัวเองคงไม่มีค่าแล้วฉันก็ได้พบกับ Lucifer เสียงเพลงที่ฉันได้ยินสะเทือนเข้าไปในจิตใจ ฉันเลยเป็นแฟนเพลงของพวกเขาตั้งแต่นั้นมา ฉันทุ่มเททั้งกายและใจให้พวกเขา เพราะฉันถือว่าพวกเขาเป็นเหมือนเทพเจ้าสำหรับฉันที่ฉุดฉันขึ้นมาจากความตาย ทำให้ฉันมีแรงที่จะอยู่ต่อไป ทำให้ฉันพบเพื่อนที่รักกันจนทุกวันนี้ และวันหนึ่งเหมือนฟ้าผ่าลงมาที่ใจฉัน วันที่พวกเขายุบวง ฉันจำได้ดีวันถึงวันนั้น คำถามแรกที่ผุดขึ้นมาคือ ฉันจะมีชีวิตต่อไปยังไง ฉันร้องไห้แบขาดใจ เหมือนกับโลกถล่มลงมาต่อหน้าฉัน คอนเสิร์ตสุดท้ายที่พวกเขามาที่เมืองไทย ฉันไม่มีวันลืม นับแตวันนั้นฉันก็ภาวนาให้พวกเขากลับมาอีกครั้งหนึ่ง ฉันไม่เคยนับถืออะไรแม้กระทั่งพระเจ้า แต่ฉันก็นับถือพวกเขามาก ทุกวันฉันจะอธิษฐานขอให้พวกเขาเป็นกำลังใจให้ฉัน เวลาฉันเศร้าและเป็นทุกข์ฉันก็จะพูดกับรูปของพวกเขา จนกระทั่งเวลาผ่านมา5 ปี ฉันเข้าเรียนมหาวิทยาลัยแล้วและใกล้จะจบแล้วฉันพบเพื่อนกลุ่มใหม่และพวกเขาก็แนะนำให้ฉันรู้จัก tvxq ฉันเริ่มฟังเพลงของดงบังที่ร้องเป็นภาษาญี่ปุ่นก่อน เพราะเป็นภาษาที่ฉันค่อนข้างถนัด จากการที่ฉนพยายามพูด อ่าน เขียน เพื่อที่จะพูดและฟังเพลงของ lucifer หลังจากนั้นเพื่อนก็แนะนำให้ฉันเข้ามาสู่โลกแห่งดงบัง จริงอยู่ตอนนี้ดงบังเริ่มมีอิทธิพลกับฉันบ้างเพราะฉันฟังเพลงของพวกเขา อ่านประวัติของพวกเขา จนรู้ถึงความลำบากกว่าจะมาเป็นดงบัง ทำให้ฉันเริ่มนับถือพวกดงบังและนั่นคือสาเหตุที่ทำให้ฉันรู้สึกผิด มันเหมือนกับฉับกำลังทรยศ lucifer ผู้ที่ฉุดฉันมาจากความตาย ให้ฉันมีชีวิต ทุกครั้งที่ฉันรู้สึกดีกับดงบัง สนุกกับเพลงของพวกเขา ฉันจะยิงคิดถึง lucifer มากขึ้น จนฉันไม่รู้ว่าทุกวันนี้ที่ฉันสนุกกับดงบังเพราะเห็นดงบังเป็นภาพของ lucifer ที่ฉันอยากให้เป็นหรือเปล่า...

ทุกคนคิดว่าฉันควรทำอย่างไรดี...

...โปรดช่วยกันแสดงทัศนะคติหน่อยนะครับ ทุกคนคิดว่า " เธอ" ควรทำอย่างไร...เลิกชอบ Lucifer ดีไหม หรือชอบทั้งสองวง แล้วความรู้สึกผิดนี้เธอควรจัดการกับมันอย่างไร

ปล.ment ที่นี่ที่เดียวนะครับ